1. กิน ล้างพิษ

หมั่นรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นจนเป็นนิสัย เพราะเมื่อย่อย เส้นใยจะกลายเป็นกากอาหาร ทำหน้าที่คล้ายไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ และกระตุ้นให้ร่างกายขับถ่าย เป็นกิจวัตร พร้อมกันนี้ให้ดื่มน้ำสะอาดให้มากวันละ 2 – 8 แก้ว เพื่อป้องกันกากอาหารแข็งตัว การรับประทานผักและผลไม้นี้ ควรเลือกชนิดที่ปลอดภัยจากสารพิษหรือล้างจนแน่ใจ น้ำคั้นผักหรือผลไม้ (น้ำเอนไซม์) กับชาสมุนไพรก็ช่วยให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ไม่ควรดื่มน้ำสกัดผักผลไม้ที่ผสมกันหลายชนิด และไม่ควรดื่มชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำๆ กันเป็นเวลานาน เน้นความหลากหลาย

 

2. อด ล้างพิษ

ผลดีของการอดอาหารอยู่ที่ตับและลำไส้ได้พักผ่อน โดยเฉพาะตับซึ่งทำหน้าที่หนักมากทั้งย่อย กรอง และกำจัดสารพิษในอาหาร คนที่ตับไม่แข็งแรงหรือหย่อนศักยภาพ มักพบว่ามีระดับของการสะสมสารพิษในร่างกายสูง อย่างไรก็ตาม ร่างกายยังคงต้องการวิตามิน แร่ธาตุและน้ำตาลธรรมชาติ เพื่อแปรเป็นพลังงานทุกวัน ในการอดอาหารเพื่อ ล้างพิษ นั้น จึงควรดื่มน้ำคั้นผักผลไม้ และสวนล้างลำไส้ใหญ่ควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากระหว่างที่อดอาหารจะมีเซลล์ที่ตายแล้วและเป็นโรคถูกเผาผลาญกำจัดออกมามาก ทำให้เกิดมีพิษคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อ ซึ่งจะถูกขับออกผ่านไต (ปัสสาวะ) ปอด ผิวหนัง และลำไส้ใหญ่ แต่เนื่องจากระหว่างอดอาหารในลำไส้จะไม่มีกากอาหาร ทำให้ถ่ายไม่ออก หากไม่สวนล้างลำไส้ใหญ่ร่วมด้วย ของเสียจะหนีไปออกทางไต ทำให้ไตต้องพลอยเสียหายไปด้วยได้

 

3. การสวนล้างลำไส้ใหญ่

ช่วยระบายท็อกซินออกจากร่างกายได้มากที่สุด โดยเฉพาะท็อกซินในระบบทางเดินอาหาร วิธีการนี้ทำได้โดยการสวนน้ำกาแฟผ่านเข้าทางทวารหนัก กาเฟอีนในกาแฟจะกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ขับไล่พิษ ขยายท่อน้ำให้โล่งช่วยให้ลำไส้บีบตัว ไล่กากอาหารที่ตกค้างและส่งเสริมให้เอนไซม์ทำงานได้ดีในการสร้างเม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์ และเพิ่มพลังการนำออกซิเจน สำหรับคนที่ลำไส้ใหญ่สกปรกมากมีคราบหนาเตอะ การสวนครั้งเดียวไม่พอจำเป็นต้องทำซ้ำๆ หลายครั้ง นอกเหนือจากน้ำกาแฟ อาจใช้น้ำมะขามเปียก น้ำสมุนไพรลูกใต้ใบ และน้ำผสมน้ำมะนาว ได้ด้วย

 

4. ขับพิษทางเหงื่อ

การอบตัวด้วยความร้อนและซาวน่าจะกระตุ้นให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีทั่วร่างกาย ไขมันใต้ผิวหนังลดลงการที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระบวน-การย่อยและเผาผลาญก็ทำงานดีขึ้น ทำให้ระบบประสาทและต่อมไร้ท่อทั้งหลายถูกกระตุ้น ส่งผลให้เหงื่อออกมาก ซึ่งเท่ากับว่าการขับถ่ายของเสียผ่านเหงื่อก็ถูกกระตุ้นให้ได้ทำงานมากกว่าปกตินั่นเอง

 

5. ขับพิษทางลมหายใจ

การหายใจคือการสูดเอาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย และดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียอื่นๆ ออกไป คาร์บอนไดออกไซด์นั้นหากคั่งอยู่ในเซลล์มาก จะทำให้เซลล์อ่อนแอและตายได้ง่าย โดยทั่วไปการหายใจของเรามักไม่ดีพอที่จะลำเลียงออกซิเจนเข้าไปได้มาก และขนคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาทิ้งในปริมาณที่มากพอ เพราะเรามักหายใจเพียงครึ่งเดียว คือหายใจไม่ลึก การฝึกสูดลมหายใจเข้า – ออกให้เต็มที่คราวละ 5 นาที วันละ 2 ครั้ง ในสถานที่อากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ขับของเสียออกทางลมหายใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายทุกวิธีก็ช่วยให้หายใจได้ลึกและมีคุณภาพดีเช่นกัน

 

6. ขับพิษในอารมณ์

ทุกครั้งที่ร่างกายเกิดความวิตกกังวลเคร่งเครียด ระดับของฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพปกติสู่ความแปรปรวนทำให้ระบบการทำงานของร่างกายสับสน ภูมิต้านทานต่ำ ระบบขับถ่ายผิดปกติ ฯลฯ การนั่งสมาธิสักวันละ 15 นาที หรือการหาวิธีผ่อนคลายอารมณ์ด้วยวิธีการต่างๆ ก็จะช่วยขจัดพิษภัยจากความตึงเครียดนี้ได้

 

วิธีการเหล่านี้ คุณทำได้เองและทำได้ทันทีอย่ารอให้สุขภาพทรุดโทรมหรือมีโรคภัยไข้เจ็บแล้วค่อยทำ เพราะบางครั้งอาจสายเกินแก้

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://health.mthai.com

1.โรคติดเชื้อทางระบบหายใจ ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวม 

 

2.โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ โรคมาลาเรีย โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา

 

3.โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้แก่ โรคอหิวาตกโรคและโรคไวรัสตับอักเสบ เอ 

 

4.โรคติดต่ออื่น ๆ ได้แก่ โรคมือ เท้า ปาก และโรคเลปโตสไปโรสิส 

 

5.ภัยสุขภาพอื่น ๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อันตรายจากสัตว์มีพิษ ภัยจากฟ้าผ่า และภัยจากอุบัติเหตุทางถนน

 

จากข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ต้นปี 2559 โรคที่พบมากสุด อันดับ 1 ได้แก่ โรคปอดบวม พบผู้ป่วย 84,422 ราย เสียชีวิต 128 ราย รองลงมา คือ โรคไข้หวัดใหญ่ พบผู้ป่วย 48,928 ราย เสียชีวิต 3 ราย และโรคไข้เลือดออก พบผู้ป่วย 17,614 ราย เสียชีวิต 16 ราย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaihealth.or.th

Go to top